1. Article#5.2 - ข่มขืนในวันที่ไม่ได้ลงหน้าหนี่ง

    image

    tanut

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

    เมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบสองเดือนคดีข่มขืนแล้วฆ่าน้องแก้มบนรถไฟไทยขบวน ๑๗๔ สายสุราษฎร์ฯ - กรุงเทพฯพอดี บังเอิญกับที่ผมอู้ไปนาน มาถึงวันนี้ เพียงสองเดือนจากเหตุสะเทือนขวัญ ท่ามกลางกระแสข่าวสารยุคดิจิตอลที่มาไวไปไวถ้าผมพูดชื่อว่าน้องแก้ม หลายๆคนคงต้องหันควับกลับมาถามผมทันทีว่า ‘แก้มไหน?’ เรื่องของการรณรงค์การต่อต้าน การป้องกันการข่มขืนก็ดูเหมือนจะจางหายไปเรื่อยๆแม้ว่าทุกๆ ๑๕ นาทีจะยังมีคนตกเป็นเหยื่อของการทารุณกรรมทางเพศอยู่เนืองๆมิได้ขาด มาถึงตรงนี้เราอาจจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่าเราจริงจังกับการแก้ปัญหานี้มากน้อยเพียงใดหรือเราเป็นแค่ทุนลอยน้ำที่เคลื่อนที่ขึ้นลงตามจังหวะของกระแสคลื่นที่พัดพาเข้ามากันแน่

    ในบทความนี้ ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงข้อสังเกตุบางประการที่สังคมไทยอาจจะมองข้ามไปในวันที่ความโกรธ ความเกลียด ความแค้นที่มีต่อฆาตกรมันพองตัว ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน สังคมโลกที่ยังมีความไม่เสมอภาคทางเพศ มีการใช้พละกำลังในทางที่ผิดอันเป็นรากของปัญหาชายข่มขืนหญิงนั้น (แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามีการพัฒนาจากอดีตกาลมามากโขอยู่) เรามาทำความเข้าใจกันอย่างรอบด้านดีกว่าว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราควรจะให้ความสำคัญนอกจากมิติของการเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใดเนื่องจากขนาดโทษไม่ถึงประหาร ก็มีกรณีคนร้ายตัดสินใจฆ่าเหยื่อทิ้งเพื่อหนีความผิดกันให้เห็นแบบนับไม่ถ้วน แต่ถ้าเป็นบทลงโทษที่ตรงจุดหน่อย ที่เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา บางรัฐ เยอรมนี สวีเดนและนอร์เวย์ ใช้วิธีฉีดยาให้อัณฑะฝ่อ และประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง ลงโทษโดยการตัดอวัยวะเพศ บางทีวิธีพวกนี้อาจจะดูมีอิทธิพลทางด้านจิตใจมากกว่าการประหารชีวิตก็เป็นได้!

    เอาหละครับมาเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตุบางประการกันก่อน:

    • ร้อยละ ๙๐ เป็นการข่มขืนผู้หญิงโดยผู้ชาย (แปลว่ามีผู้หญิงข่มขืนผู้ชาย หรือแม้แต่ชายเหนือชายนะครับ!)
    • ร้อยละ ๔๘ ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเป็นคนแปลกหน้า ร้อยละ ๔๒ เป็นคนรู้จักคุ้นเคยกัน แต่ถ้านับเฉพาะกรณีข่มขืนเด็กผู้ที่กระทำส่วนใหญ่เป็นบุคคลใกล้ชิดที่เด็กไว้วางใจและใช้บ้านเป็นสถานที่ก่อเหตุ
    • ร้อยละ ๓๘ มีปัจจัยกระตุ้นมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ ๒๕  มีปัญหาการควบคุมยับยั้งอารมณ์ทางเพศ ร้อยละ ๒๑ ต้องการชิงทรัพย์
    • ร้อยละ ๖๐ ของอาชีพผู้ถูกกระทำ พบว่าเป็นนักเรียน/นักศึกษา
    • ร้อยละ ๑๙ ผู้กระทำมีอาชีพเป็นลูกจ้าง/รับจ้าง ร้อยละ ๑๔ ว่างงาน
    • ร้อยละ ๒๗ กรุงเทพฯเป็นพื้นที่เกิดเหตุ
    • สถานที่ก่อเหตุ อันดับแรกคือ ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า อันดับสอง ลานจอดรถหรือโรงรถบริษัท อันดับสามห้องน้ำสาธารณะ
    • เวลายอดฮิต ประมาณ ๕.๐๐-๘.๐๐ น.
    • ร้อยละ ๗๕ คนร้ายไม่ได้วางแผนมาก่อน
    • ร้อยละ ๗๕ เหยื่อจะไม่กล้าแจ้งความดำเนินคดี

    ทีนี้จากข้อสังเกตบางประการเรามาวิเคราะห์การป้องกัน-แก้ไข-เยียวยา-ลงโทษของกรณีอาชญากรรมทางเพศได้ดังนี้ครับ

    1. ป้องกัน ผมเห็นว่าการข่มขืนนี้เป็นการตัดสินใจชั่ววูบ ขึ้นกับความยับยั้งชั่งใจถ้าหากถนนไหนซอยไหนมีไฟสว่างโล่ง ผู้คนพลุกพล่าน ยากครับที่ใครจะหน้ามืดได้ง่ายๆ แน่นอนว่าภาครัฐหรือเอกชนที่หวังดีต้องลดจำนวนจุดเสี่ยง จุดอับ จุดบอด ในเมื่อมีสถิติชี้ว่ากรุงเทพคือแหล่งข่มขืนของประเทศ ทำไมไม่เริ่มที่เมืองหลวงแห่งนี้เล่า ติดไฟตอนกลางคืน ติดกล้องวงจรปิดที่มีคนนั่งดูมอนิเตอร์  ๒๔ ชม. คนในชุมชนร่วมมือกับตำรวจช่วยกันสอดส่องชุมชนเพื่อลูกหลานของตัวเอง รปภ ดูแลที่จอดรถห้างให้ทั่วถึงขึ้น ในอีกทางหนึ่งคุณผู้หญิงก็ไม่ควรเดินที่เปลี่ยวคนเดียว ออกจากห้างคนเดียวหลังหนังรอบดึกจบ หลีกเลี่ยงที่จะอยู่กับเพื่อนชายสองต่อสองโดยเฉพาะเมื่อใครคนใดคนหนี่งดื่ม รู้จักการเอาตัวรอด มีทริคที่เคยอ่านมาว่าถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามาหาให้เราแกล้งทักเขาก่อนเลย เช่น กี่โมงแล้วคะ วันนี้อากาศร้อนนะคะ พี่เห็นเจ๊อ๋อยไหม ทักไปเลยครับมั่วๆคนร้ายจะถูกสตันท์ไปสามวินาทีแล้วความกล้าทำผิดจะลดลง จากนั้นอาจจะแกล้งคุยโทรศัพท์บอกตำแหน่งของตัวเอง อาจจะแกล้งคุยกับแฟนที่เป็นตำรวจก็ได้
           
    2. แก้ไข ข้อนี้สังคมต้องให้ความเสมอภาคทางเพศเพิ่มขึ้น ต้องให้ความเคารพสตรีเพศมากขึ้น อาจจะมีการรณรงค์ ปลูกฝังคุณค่าของสุภาพบุรุษประมาณ real men don’t rape แต่ที่อยากจะพูดมากกว่านั้นคือเรื่องของระบบกระบวนการยุติธรรมของไทย เวลาเรามีเคสข่มขืนนี้ต้องเข้าใจว่าเหยื่อเค้าอยากลืมว่าเขาเคยถูกข่มขืน จิตใจเค้าบอบช้ำมาก แต่ก็ต้องมีระบบที่กระตุ้นให้เหยื่อสามารถร้องเรียนได้อย่างเต็มอกเต็มใจ เป็นความลับ เพราะเมื่อใดที่เหยื่อเก็บเรื่องร้ายๆไว้คนเดียว คนร้ายที่ลอยนวลจะยิ่งได้ใจและกระทำผิดอีก การมีพนักงานสอบสวนหญิงที่เข้าใจหัวอกผู้หญิงได้ดีกว่า ระบบสอบสวนสืบสวนก็ต้องรวดเร็วเพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม ยิ่งแล้วถ้าสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำอีกเหยื่อต้องเล่าเรื่องราวบาดใจหลายครั้งหลายหน เรียกได้ว่าเป็นการถูกข่มขืนซ้ำซ้อน (repeated rape) คงไม่มีใครเลือกที่จะทน จะกลายเป็นการยอมความเพราะจิตใจตัวเองไม่พร้อมซะมากกว่า คนร้ายก็พ้นผิดอีก
         
    3. เยียวยา ข้อนี้สำคัญกว่าการลงโทษเสียอีก การเยียวยาเหยื่อ การเตรียมความพร้อมของเหยื่อก่อนที่จะปล่อยพวกเธอเหล่านั้นกลับไปสู่สังคม ยังไม่มีระบบรองรับที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ถึงแม้เราอาจจะประหารชีวิตคนร้ายได้แต่มันสำคัญมากกว่าที่จะทำอย่างไรไม่ให้เหยื่อคิดสั้นปลิดชีพตัวเองหลังการถูกข่มขืน มีการช่วยเหลือด้านอาชีพ ค่ารักษาพยาบาลจากภาครัฐหรือไม่ เด็กถูกข่มขืนจะให้กลับไปโรงเรียนอย่างหน้าตาเฉยยังกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ หรืออย่างกรณีข่มขืนจนตั้งท้อง สังคมของเรามีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าเขามีสิทธิอะไรบ้าง สามารถทำแท้งถูกกฎหมายได้ไหม หรือถ้าไม่ทำใครจะช่วยดูแลรับผิดชอบเด็ก
         
    4. บทลงโทษ แน่นอนว่าบทลงโทษที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ จะประหาร จะตัดไข่ น่าจะมีข้อมูลศึกษา สถิติ เหตุและผลให้พูดคุยกัน ความยุติธรรมมีผลโดยตรงต่อจิตใจเหยื่อ ทำให้อย่างน้อยรู้สึกว่าตัวเองได้รับความยุติธรรมจากสังคม แต่ก็ต้องไม่รีบด่วนตัดสินเพราะก็เคยมีกรณีตัดสินผิดพลาดคนบริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อและถ้าหากประหารชีวิตไปแล้วก็คงจะเป็นการสายเกินแก้

    วันนี้ซีเรียสหน่อยนะครับ แต่ปัญหานี้ถ้าจะซีเรียสเฉพาะวันที่มีลงข่าวหน้าหนึ่ง เกรงว่าคงจะไม่พอกระมังครับ…

    เรียน ท่านผู้บังเอิญอ่านจนจบ

    เรื่อง A Needed Response

    ๗ กันยายน ๒๕๕๗

    ป.ล. A Needed Response: 

    https://www.youtube.com/watch?v=eZxv5WCWivM

     
  2. ชีวิตนักศึกษาอาจเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำของใครหลายๆคน แต่อาจไม่ใช่สำหรับพวกเขาเหล่านี้ วันนี้ ประเทศนี้

     
     
  3. Article#5.1 - [18+]อย่างนี้ต้องโดนข่มขืน อย่างเธอต้องโดนข่มขืน เห็นเธอแล้วอยากข่มขืน สมควรจะโดนข่มขืน

         

    tanut

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

      

    ในวันที่ข่าวสารต่างๆรับส่งไวเหมือนใจคิดถึง ดราม่าประจำวันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้คนไทยได้เสพย์ได้เผือกกันแก้เบื่อ แก้เครียด เพราะว่าเรื่องของชาวบ้านมันคืองานการของพวกเราอยู่แล้ว ดราม่าโค้ชเชกับน้อง ก สุเทพบวชพระทำไม เจมี่ไม่ใส่กกน. เจนี่กับพี่เอ๋จะเอายังไงต่อ ฮอร์โมนส์ ๒ ดูกันหรือยัง แต่ทว่า มีข่าวประเภทหนึ่งที่ไม่เคยขาดหายจากหน้าหนึ่งสื่อไทยไปได้นาน

    ข่าวข่มขืน

    พ่อเลี้ยงข่มขืนลูก โจ๋เป็นสิบบังคับรุมโทรมเพื่อนสาว กระเทยกระทำชำเรายายพิการ คนงานข่มขืนทั้งแม่ทั้งลูก และอีกนับไม่ถ้วนที่ไม่หยุดเพียงแค่ข่มขืนเพราะชีวิตของเหยื่อบริสุทธิ์ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ…เฉกเช่นกรณีน้องแก้ม ไม่ต้องแปลกใจถึงความถี่ เพราะทุกๆ ๑๕ นาทีจะมีเหยื่อถูกข่มขืน ๑ คนในดินแดนผืนแผ่นดินไทย!

    สัตว์นรก สวะสังคม จิตใจทำด้วยอะไร สังคมวิปริต อย่างนี้ต้องลงโทษให้มันโดนข่มขืนบ้าง ไม่ๆ ข่มขืนต้องเท่ากับประหารเท่านั้นไม่มีสิทธิ์ขออภัยโทษอีกต่างหาก หลากหลายคำประณามและบทลงโทษที่ได้รับการนำเสนอจากพลเมืองผู้หวังดี หากแต่เกรงว่าปัญหาข่มขืนจะไม่ได้หายไปอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนๆกับที่ปัญหายาเสพย์ติด คดีฆาตกรรมที่ยังมีอยู่เนืองๆแม้ว่าผู้กระทำจะมีโทษถึงประหารชีวิตก็ตาม เพราะอะไร? แล้วอะไรคือทางออก?

    ถามง่ายๆ สั้นๆ แต่คำตอบนั้นไม่หมู ที่ผมรู้อยู่สองอย่างคือ หนึ่ง หากเวลานั้นผู้กระทำไม่มีสติสัมปชัญญะ พูดซอฟท์ๆว่าหน้ามืด พูดแรงๆว่าเงี่ยนอย่างกับปลาโลมา* ยิ่งถ้ามีเหล้า มียาเป็นตัวช่วยเมาแล้วหละก็เวลานั้นแหละครับต่อให้โทษแรงเจ็ดชั่วโคตรเพียงใดเขาไม่สนหรอกครับ อย่างดีก็ค่อยมาน้ำตาคลอสำนึกผิดต่อหน้าศพเหยื่อในภายหลัง สอง การจะแก้ปัญหาใด เราต้องหาสาเหตุของปัญหาให้เจอให้เข้าใจเสียก่อน อะไรคือแรงจูงใจ อะไรคือตัวแปรที่มีผลต่อการกระทำนั้นบ้าง การมีบทลงโทษที่สมควรยุติธรรมนั้นก็ไม่มีอะไรผิด แต่อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สังคมควรจะเรียกร้องให้ความสนใจในเวลานี้ก็เป็นได้!

    ธรรมชาติของอาชญากรรมทางเพศนั้นมีแรงจูงใจที่ต่างออกไปจากคดียาเสพย์ติดและฆาตกรรมที่มีสาเหตุจากภาวะขัดสนทางเศรษฐกิจ ความโลภ ภาวะติดยา หรือมีความแค้นส่วนตัว ขัดผลประโยชน์อย่างหนักจนขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจจึงได้กระทำผิดไป ในขณะที่การข่มขืนนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากแรงขับทางเพศซึ่งเป็นอารมณ์ สภาวะธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่ และนี่คือหนึ่งเหตุผลว่าเพราะเหตุใดทำไมปัญหาข่มขืนถึงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่ฟังดูว่าศิวิไลซ์ สงบ สันติแล้วอย่าง นิวซีแลนด์ เบลเยียม สวีเดน หรือพี่เบิ้มอเมริกา (ในวันแรกที่ผมได้เหยียบเมืองน่าอยู่เมืองหนึ่งอย่าง Pittsburgh ในปีค.ศ. ๒๐๑๐ ผมเองได้เจอเหตุการณ์ข่มขืนของเหยื่อรายหนึ่งมากับตัว…)

    สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผมขอตัดตอนถอนรากถอนโคนปัญหาไปสู่ข้อสรุปง่ายๆที่ว่า วัฒนธรรมข่มขืน (rape culture) ในสังคมโลกนั้นเกิดจาก “ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ (unequal gender relations)" ความไม่เท่าเทียมกันนี้ชี้ให้ชัดลงไปอีก มันคือวัฒนธรรมผู้ชายเป็นใหญ่จนเหล่าสุภาพบุรุษจอมปลอมทั้งหลายคิดว่าเขาจะทำอะไรก็ได้กับสตรีเพศ (sexual entitlement) มันแปลกไหมหละครับที่โลกเรามักมีแต่กรณีชายข่มขืนหญิง มีแต่การค้าสตรีเพื่อล่อลวงไปขายตัว มีวันสตรีสากลแต่ไม่มีวันบุรุษสากล แถมยังต้องประหลาดใจทุกครั้งหากชาติใดได้ผู้หญิงเป็นผู้นำ! 

    Majorité Opprimée เป็นหนังสั้นสิบนาทีโดย Eleonore Pourriat ชาวฝรั่งเศสที่จำลองสังคมหญิงเป็นใหญ่เพื่อสะท้อนปัญหาที่ผู้ชายอย่างผมๆคุณๆจะต้องประสบพบเจอในชีวิตประจำวันรวมถึงกรณีล่วงละเมิดทางเพศ ค่านิยมในเรื่องการแต่งกาย ทัศนะคติของตำรวจหรือแม้แต่คนที่ควรจะเข้าใจเรามากที่สุดอย่างคนรัก ในสังคมหญิงเป็นใหญ่สะท้อนปัญหาสังคมชายเป็นใหญ่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ผมบ้าพอที่จะพูดว่าเป็นหนังที่ผู้ชายทั้งโลกควรจะได้มีโอกาสดูกันเลยทีเดียว

    ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ปัญหากรณีข่มขืนในประเทศไทยก็เล่นร่ายยาวมาหลายย่อหน้าแล้ว ผมขอยกข้อเท็จจริงและข้อสังเกตบางประการของกรณีอาชญากรรมทางเพศในไทยไว้ในบทความหน้าละกันครับ 

    สำหรับวันนี้ ดูหนังแล้วก็หวังว่าคุณผู้ชายไทยทั้งหลายจะฉุกคิดได้นะครับว่าในสังคมไทยมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็น”ล้าน”คน นี่ขนาดยังไม่นับผู้ชายเพศทางเลือกและอัตราการเสียชีวิตของชายแท้นะครับ  สังคมหญิงเป็นใหญ่แบบในหนังอาจจะกลายเป็นความจริงอันโหดร้ายสำหรับเผ่าพันธุ์ที่รักยิ่งของพวกเราในไม่ช้าหากเรายังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับทัศนะคติ (คุ้นๆ นะ) ที่มีต่อเพศแม่ของเราทุกคนตั้งแต่วันนี้… พวกเราจะยอมได้ไหมหากแฟนสาวบอกกับเราว่า คืนนี้จะไปกินเหล้า-เที่ยวผู้ชายกับเพื่อนๆที่ทำงาน ไปแปบเดียวกลับไม่เกินหกโมงเช้า แค่นอกกายแต่ไม่ได้นอกใจนะคะที่รัก!!!

      

          

    เรียน ท่านผู้บังเอิญอ่านจนจบ

    เรื่อง Oppressed Majority

        

    ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗

          

    ป.ล. *โลมาเป็นสัตว์ไม่กี่ชนิดที่มี sex เพื่อความเพลิดเพลินและมีพฤติกรรมข่มขืน รุมโทรมตัวเมียคล้ายๆกับที่สิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า คน ทำ

     
     
  4. Nelson Mandela: 18 July 1918 - 5 December 2013

     
  5. คุกที่ไม่ได้กักขังเสมอไป*

          

    *คัดลอกจากบทความ “วิปัสสนาไร้พรมแดน” โดย หทตน. นิตยสารสารคดี ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๔๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ยกเว้นข้อความใน [ ]

    บิดาของผมได้ส่งนิตยสารฉบับนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลกว่าหนึ่งหมื่นกิโลเมตรมาให้ ผมจึงขอเผยแพร่ และเผยแผ่ บทความฉบับนี้แก่ผู้ที่ยังไม่เคยได้มีโอกาสได้อ่านด้วยความหวังดียิ่ง

       

    ใครๆก็รู้ว่ากลางย่างกุ้งที่สงบร่มเย็นด้วยต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านใบงามทั่วทั้งเมือง ผู้คนอารีมีน้ำใจและใฝ่ในธรรมนั้นยังมีคุกที่คุมขังนักโทษ ทั้งที่เป็นคุกจริงๆและ(อดีต) คุกที่เป็น “บ้าน”

    บ้านของอองซาน ซูจี เคยทำหน้าที่ขังเจ้าของมันนานเกือบ ๒๐ ปี รั้วของบ้านเป็นดังพรมแดนที่ อองซานซูจี ผ่านออกมาไม่ได้ แต่การถูกจองจำในบ้านตัวเองกลับไม่ได้กักขังให้เธอเป็นนักโทษทางจิตใจและความคิดเลย

    ปีที่แล้วหลังเธอถูกปล่อยจากบ้านตัวเอง [ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๑๑ เธอได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับเป็นการพบปะผู้นำต่างชาติครั้งแรกในชีวิตของเธอ] เธอเดินทางมายังสำนักงานใหญ่ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดทำการอีกครั้ง โจชัว แฮมเมอร์ นักข่าวนิตยสาร Smithsonian ยืนคอยจนขาแข็ง บั้นเอวปวด และเหงื่อซก อยู่ในส่วนที่กันไว้สำหรับวีไอพี เขาคอยเดอะเลดี้มา ๒ ชั่วโมงแล้ว

    เมื่อเดินทางมาถึง และกำลังเดินผ่านหน้าเขาไป แฮมเมอร์ถามเธอขึ้นมาว่า “คุณนั่งปฏิบัติธรรมวันละชั่วโมงทุกเช้าใช่ไหม”

    "ไม่ใช่ตอนเช้า" อองซาน ซูจี ตอบด้วยเสียงอ่อนโยนแต่ชัดเจน "แต่ถูกแล้ว ฉันปฏิบัติทุกวัน"

    ความจริงแฮมเมอร์รู้ดีว่า อองซาน ซูจี วิปัสสนามาเกือบ ๒๐ ปี ตลอดเวลาที่ถูกคุมขัง เขารู้ด้วยว่าเธอเริ่มต้นวิปัสสนาตั้งแต่เรียนอยู่ที่ Oxford ในทศวรรษที่ ๑๙๖๐ และบอกว่ามันยากในตอนแรก

    จนกระทั่งเมื่อถูกจับหนแรกระหว่างปี ค.ศ.๑๙๘๙-๑๙๙๕ เธอจึงกลายเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่กระตือรือร้น “ฉันควบคุมความคิดของตัวเองได้ มันทำให้เรารู้ตัวมากขึ้น” “ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่คุณจะรู้ถึงด้านบวกและด้านลบของการกระทำแต่ละอย่าง มันช่วยให้คุณควบคุม-ไม่เพียงแต่สิ่งที่ทำ—แต่รวมถึงสิ่งที่คิดกับสิ่งที่พูดได้”

    คุณหมอทินเมียววิน แพทย์ประจำตัวของ อองซาน ซูจี ซึ่งเป็นบุคคลที่เพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้านอกออกในบ้านเธอได้เดือนละครั้งบอกแฮมเมอร์ว่า แม้อองซาน ซูจี จะพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดผ่านทางอาหารที่เธอเลือกรับประทาน แต่ “จิตใจต่างหากที่ทำให้เธอสุขภาพดี วิปัสสนาเท่านั้นที่ช่วยเธอให้ทนกับแรงกดดันทั้งทางกายและทางใจได้”

    เมื่อถูกกักอยู่ในบ้าน วิทยุเป็นเครื่องมือรับสารเพียงอย่างเดียวที่ อองซาน ซูจี ใช้ติดตามข่าวสารจากภายนอกทุกวัน วันละหลายชั่วโมง เธอรู้ดีว่าปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน การกดขี่ข่มเหงเกิดขึ้นทั่วไป ฯลฯ “มีหลายอย่างที่จำเป็นต้องทำให้ถูกต้อง เราจะเสียเวลาทำไมกัน”

    แน่นอนว่าสำหรับเธอมันน่าหงุดหงิด ไม่อยากอดทน ตึงเครียด โดยเฉพาะต่อสิ่งที่พลเอกตานฉ่วยทำ แต่นี่เป็นบททดสอบอุเบกขา[การวางเฉย ต่อสิ่งที่มากระทบจิตใจ ไม่ว่าดีหรือร้าย] ชั้นดี เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ อองซาน ซูจี หันเข้าหาวิปัสสนา

    "๒๔ ชั่วโมงต่อมา" เธอบอกแฮมเมอร์  "ความรู้สึกเหล่านั้นก็บรรเทาลง"

    เขาไม่ได้รายงานว่า อองซาน ซูจี ปฏิบัติวิปัสสนาด้วยวิธีไหน แค่บอกว่าคณะสมาชิกอาวุโสของพรรค NLD ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่านสีซายาดอว์และท่านอูบาขิ่น [พระวิปัสสนาจารย์ชาวพม่า ต้นตำรับ “ยุบหนอ-พองหนอ” และ วิปัสนาจารย์ฆราวาสชาวพม่าแนวทางอานาปานัสสติและเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านโกเอ็นก้าผู้โด่งดัง-ตามลำดับ]

    ฉันว่าแฮมเมอร์เจ๋งกว่านักข่าวคนอื่น เขาอยากเข้าใจพม่า อยากเข้าใจ อองซาน ซูจี และการต่อสู้ของเธอผ่านทางพุทธศาสนาและการปฏิบัติวิปัสสนา ไม่เหมือนสำนักข่าวอื่นๆที่จดจ่อแต่เรื่องการเมือง การทหาร การต่างประเทศ

    นักข่าวผู้นี้รู้ดีว่า อองซาน ซูจี ไม่ได้วิปัสสนาเพียงแค่เพราะต้องการไปให้พ้นจากความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงปราถนา เธอกับสมาชิกพรรค NLD ยังได้นำสันติวิธีมาโต้ตอบกับความรุนแรงของรัฐบาลทหารพม่า ไม่ว่าจะเป็นคำปราศรัยต่อสาธารณะหรือบทความต่างๆที่เธอเขียนล้วนแสดงความเชื่อมโยงกับหลักธรรมพุทธศาสนาอย่างแจ่มแจ้ง

    นอกจากกรณีของอองซาน ซูจี แฮมเมอร์ยังพบว่าวิปัสสนามีคุณูปการกับอดีตนักโทษการเมืองอย่าง จอมินโย ผู้ก่อตั้ง “88 Generation Students Group” หรือกลุ่มนักโทษการเมืองที่ลุกขึ้นประท้วงรัฐบาลทหารปีค.ศ. ๑๙๘๘ ขณะยังเป็นนักศึกษาเขาเคยถูกตัดสินประหารชีวิตแต่ก็ถูกปล่อยเป็นอิสระหลังจากติดคุกนาน ๒๒ ปี เรียกได้ว่าเขาใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในคุก

    จอมินโย บอกกับแฮมเมอร์ว่าวิปัสสนาทำให้เขาเอาชีวิตรอดมาได้

    เมื่ออยู่ในคุกเขาถูกทรมานและขังเดี่ยวจึงมีแต่ความโกรธและโต้ตอบกับผู้คุมด้วยความเกลียดชัง จนเมื่อถูกย้ายมาอยู่ร่วมห้องขังกับพระรูปหนึ่งและได้เรียนวิปัสสนากับท่าน ได้ปฏิบัติทุกวันเช้าเย็น ครั้งละ ๑ ชั่วโมงด้วยกัน ความโกรธความเกลียดในใจของจอมินโย จึงคลายลงไป เขานึกเห็นใจผู้คุมว่าเป็นเพียงคนไร้การศึกษาน่าสงสารที่เข้าใจอยู่เพียง ๒ อย่างคือ ทำตามคำสั่ง และ ข่มขู่ผู้อื่น

    จอมินโย หยุดระเบิดอารมณ์ใส่ผู้คุมและผู้คุมก็ซ้อมเขาน้อยลงเรื่อยๆ จนเลิกไปในที่สุด ส่วนผู้คุมอีกคนที่เคยทรมานเขากลับเป็นฝ่ายที่นำวิทยุ อาหาร นิยาย ดิกชันนารีอังกฤษ-พม่ามาให้ ของทั้งหมดนั้นกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทั้งเขาและนักโทษคนอื่นมีชีวิตในวันต่อๆไปได้

    คุณูปการของวิปัสสนาไม่ได้มีไว้สำหรับ “ฝ่ายธรรมะ” เพียงฝ่ายเดียว นอกจากเราจะคิดว่าโลกมีแค่ ๒ ฝ่ายแบบหนังจักรๆวงศ์ๆ

    [ปลายปีนี้ผมตั้งใจจะไปเข้าคุกสัก ๑๐ วันตามแบบของท่านอูบาขิ่นและอาจารย์โกเอ็นก้าเพื่อพิสูจน์ว่าคุกแห่งนี้จะดีสมคำร่ำลือหรือไม่ คุกแห่งนี้ห้ามพูดคุย ห้ามอ่านหนังสือ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นอันว่าตัดขาดจากโลกภายนอก แม้แต่เขียนหนังสือก็ทำไม่ได้ นอกจากนี้ผมตั้งใจทรมานตัวเองเข้าไปอีกด้วยการรักษาศีลแปดข้อ วันๆทำได้แค่นั่งสมาธิวิปัสสนาหลังขดหลังแข็งดูความเจ็บปวดอันไม่เที่ยง ดูร่างกายอันไม่เที่ยง ดูความคิดความรู้สึกอันไม่เที่ยง ดูๆแล้วสิทธิเสรีภาพผมไม่เหลือหลอแล้วก็ไม่น่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำเลย หลายคนคงถามในใจ มึงจะไปทรมานตัวเองทำไม ลองนึกภาพตัวเองในวันที่ร่างกายอ่อนแรงแค่ขยับแขนยังลำบาก นอนให้น้ำเกลือรอลมหายใจสุดท้ายของชีวิตที่โรงพยาบาล เมื่อเกิดคู่กับตาย พวกเราทุกคนก็ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้สักวันหนึ่ง วันที่ไร้สิทธิเสรีภาพ ไร้สมรรถภาพใดๆ คงมีแต่ความเจ็บปวด ความคิด ความรู้สึกที่อยู่เป็นเพื่อน ผมอยากเตรียมตัวอยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วยใจที่ไม่เป็นทุกข์ อองซาน ซูจีบอกเราว่าหากใจเราปราศจากความกลัวใดๆแล้วหละก็เสรีภาพก็อยู่แค่เอื้อม

    ใช่ครับ

    ผมไม่กลัว!]

    tanut

     
  6. Article#4.3 - กุ้ง-หอย-ปู-ปลา ใครหาอาหารทะเลมีโอเมก้า3 มาให้พวกเรากิน

         

    tanut

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

    หลายคนคงทราบว่าสัตว์ทะเลจากน่านนำ้ไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้บริโภคทั่วโลก อาหารทะเลแช่แข็งถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญจนประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็นครัวอาหารทะเลโลก (Global Seafood Powerhouse) ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลปีค.ศ.๒๐๑๐, FAO) ใครที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นคงต้องเคยรู้สึกภาคภูมิใจเล็กๆตอนเดินซื้อกุ้งแช่แข็งสัญชาติไทยในซุเปอร์มาร์เกต กลับไปทำอาหารที่อพาร์ตเมนต์

    ตัดภาพมาที่กัมพูชาเมื่อราวแปดปีที่แล้ว ด้วยฐานะทางครอบครัวที่บีบคั้น ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ Prum Vannak หนุ่มบ้านนอกหัวหน้าครอบครัวชาวเขมรตกเป็นเหยื่อการล่อลวงและค้ามนุษย์ให้กับเรือประมง “ไทย” ลำหนึ่ง ชีวิตแรงงานทาสในมหาสมุทรอันเวิ้งว้างกว่าสามปีเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อแก้ปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานประมง ๖๐,๐๐๐ คนต่อปีที่มีพลพรรครักซีฟู้ดอย่างพวกเราคอยให้การสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการอยู่เบื้องหลัง ; ) เขาวาดภาพเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาเพื่อรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์หลังจากเอาชีวิตรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์: http://www.rfa.org/english/news/special/HumanTrafficking/vannak.html ดูฝีไม้ลายมือแล้วแทบจะไม่เชื่อสายตาว่านี่คือผลงานของคนที่ไม่เคยเรียนศิลปะ เขาหัดวาดรูปเพื่อความเพลิดเพลินด้วยตัวเองตามประสาเด็กๆเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขาจนเกินไปที่จะมีดินสอ สี หรือแม่แต่กระดาษวาดเขียน สองมือและฝุ่นผงบนพื้นดินธรรมชาติเท่านั้นคืออุปกรณ์วาดเขียนของศิลปินเพื่อสังคมผู้นี้…

    Slavery at Sea

    To the sun: Please don’t set on the migrant workers who are trafficked for forced labor.

    น่าเศร้า ดูเหมือนพวกเราจะทำอะไรได้ไม่มากหากรัฐบาลนานาประเทศและบริษัทเอกชนน้อยใหญ่ที่เกี่ยวข้องยังเพิกเฉยต่อปัญหานี้  ผู้อยู่เพื่อกินอย่างพวกเราคงได้แต่โพสต์รูปอาหารอร่อยๆรอคนมากดไลค์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วฟินนกันต่อไป…

    แต่ที่แน่ๆความภาคภูมิใจที่ผมเคยมี บัดนี้ มันไม่เหลือแล้วครับ

         

    เรียน ท่านผู้บังเอิญอ่านจนจบ

    เรื่อง Slavery at Sea

      

    ๘ มิถุนายน ๒๕๕๗

     
  7. Article#4.2 - HOPES and DREAMS

    ป.ล.ผู้ชายร้องไห้

       

    tanut

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

       

    ภาคต่อของขบวนการค้าและล่อลวงเด็กที่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่อ้าแขนรอ AEC อยู่นานมากแล้วเพราะเกี่ยวข้องกับประเทศต่างๆบนคาบสมุทรอินโดจีนโดยมีพี่ไทย(ซึ่งไม่ทราบว่าใครเขานับเป็นพี่นอกจากพี่ไทยเรียกตัวเอง…) เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายนี้ ทั้งต้นทาง-ปลายทาง-และทางผ่าน เรียกว่าบริการครบวงจรกันเลยทีเดียว

    ใช่แล้วครับ ประเด็นทีจะพูดวันนี้ก็คือการค้าประเวณีเด็กหรือถ้าเป็นเวอร์ชันโกอินเตอร์ก็คือ “Child Sex Tourism” ตอนเช้าเดินชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังอันวิจิตรตระการตา ตกบ่ายล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนกลับมานวดแผนไทยที่วัดโพธิ์ ชอปปิ้งที่สยามพร้อมของฝากไหมไทยจาก Jim Thomson ทานอาหารเย็นแบบชิคๆที่ตรอกข้าวสาร แล้วค่ำๆก็รอรับบริการทุกระดับประทับใจจากเด็กไทยที่ไม่เคยแพ้ชาติใดในโลกได้เลยครับ!

    ขึ้นชื่อว่า World’s Sex Capital เมืองพุทธอย่างเรามีโสเภณีเด็กราว ๓๐,๐๐๐ - ๔๐,๐๐๐ คนไม่นับรวมเด็กๆจากประเทศเพื่อนบ้านอีกไม่น้อย ในมหานครแห่งนี้พวกผู้ใหญ่รักเด็ก (Pedophiles) ทั้งหลายสามารถเลือกสรรรูปร่าง หน้าตา อายุ ผิวพรรณ เชื้อชาติไม่เว้นแม้กระทั่งเพศ เพื่อนผมจากเยอรมนีคนนึงเคยถามผมด้วยความไม่รู้จริงๆว่าประเทศไทยมีอุตสาหกรรมใหญ่ๆอะไรบ้างไหม นอกไปจาก “sex industry”? แล้วยังบอกต่ออีกว่าของดีขี้นชื่อของไทยสำหรับนักท่องเที่ยวที่ผมขอเรียกว่าผู้ป่วยจากประเทศเค้าก็คือ “เด็กผู้ชาย” ซึ่งคงหาไม่ได้ง่ายๆโดยเฉพาะในประเทศศิวิไลซ์(แต่วัตถุ?)แถวบ้านเค้า

    UNDERAGE เป็นผลงานของ Ohm Phanphiroj ในปี ๒๐๑๐ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนชายซึ่งในจำนวนนั้นบางคนพึ่งใช้คำนำหน้า ด.ช. ได้เพียงไม่กี่ปี… และเหตุผลที่พวกเขาต้องจำใจขายบริการทางเพศก็เพียงเพราะคำว่า “จน” เพียงคำเดียว ไหนๆกระแสปฏิรูปประเทศก็กำลังเป็น top agenda ของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ ผมก็ขอภาวนาให้การรักษาสิทธิเด็กและมนุษยชน การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ทางอาชีพ การกระจายรายได้ไปสู่ชนบทอย่างยังยืน การให้ความรู้ในเรื่องการคุมกำเนิด และการวางแผนครอบครัวจะไม่ถูกมองว่าสำคัญน้อยกว่าเมกะโปรเจคมูลค่าหลายล้านล้านบาทเหมือนที่เคยเป็นมา

    อนาคตของชาติเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในเวทีไหน ไม่สนใจว่าทหารหรือพลเรือนจะมีอำนาจ มิบังอาจเสนอความเห็นว่าจะเลือกตั้งก่อนปฏิรูปหรือจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เด็กน้อยผู้ผ่านโลกมามาก ผู้ผ่านความเจ็บปวดใจกายจนชินและชาเหล่านี้ คงมีสิทธิ์แค่คิดและฝันว่าวันพรุ่งนี้ของพวกเขาจะดีขึ้น วันที่เขาไม่ต้องทำงานที่เขาไม่เคยยื่นใบสมัคร วันที่ความหวังและความฝันอันจางหายจะกลายเป็นจริงได้สักครา…

         

    เรียน ผู้บังเอิญทนอ่านจนจบ

    เรื่อง การค้าประเวณีเด็ก

       

    ๒ มิถุนายน ๒๕๕๗

         

    What you can do to help these children:

    http://www.childsafetourism.org/actions

    http://www.thinkchildsafe.org/index.html

    http://mtvexit.org

     
     

  8. Article#4 - หยุดสร้างบุญบนธุรกิจบาป

    tanut

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

    ในขณะที่พี่น้องประชาคม AEC และนักท่องเที่ยวจากทั่วมุมโลกจำนวนไม่น้อยไปกว่ามวลมหาประชาชนของลุงกำนันได้เฉลิมฉลองเทศกาลมหาสงกรานต์ที่ผ่านมากันอย่างชุ่มฉ่ำ ห่างออกไปหนึ่งหมื่นกิโลเมตร ในค่ำคืนวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๗ ณ เมือง Chibok ประเทศไนจีเรีย กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงนามว่า Boko Haram ได้ทำการลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงจำนวนมากกว่า ๒๕๐ คนด้วยเหตุผลที่สั้นๆง่ายๆว่า „การศึกษาแบบตะวันตกเป็นบาป“ และแทนที่พวกเธอจะได้เรียนหนังสือ เด็กๆเหล่านี้มีสนนราคาคนละ ๒๐๐๐ไนจีเรียนไนราหรือ ๓๗๕ บาท ให้สมาชิกกลุ่ม Boko Haram ได้เลือกซื้อไปเป็นภริยาปรนนิบัติรับใช้ ! (พี่ทำขนาดนี้แล้ว ฉุดไปฟรีๆเลยก็ได้นะครัช…)

    image

    Michelle Obama รณรงค์ต่อต้านการลักพาตัวเด็กนักเรียนที่ Chibok, Nigeria ภายใต้แคมเปญ „#BringBackOurGirls“

    ย้อนกลับมา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ หลายๆคนคงตั้งคำถามเหมือนกันว่า นอกจากจะถือป้าย #BringBackOurGirls โพสต์ลงบน facebook, twitter, Instragam แล้วเราจะทำอะไรได้อีก? คำตอบตรงๆนั้นไม่มี แต่คำตอบอ้อมๆแต่มีผลกระทบโดยตรงต่อสังคมของเรานั้นมีครับ แม้การค้าทาสนั้นหมดสมัยไปนานแล้ว แต่การค้ามนุษย์ในรูปแบบอื่นนั่นยังมีให้ใจได้หดหู่อยู่ทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า „เด็ก“ คือกลุ่มเป้าหมายหลักของคนใจดำเหล่านี้

    มูลนิธิกระจกเงาแบ่งปัญหาการค้ามนุษย์ในสยามเมืองยิ้มที่นับวันจะยิ้มไม่ค่อยออกขึ้นเรื่อยๆ ได้เป็นสามปัญหาใหญ่คือ

    ๑. การบังคับและหลอกลวงใช้แรงงานประมง

    ๒. การบังคับและหลอกลวงค้าประเวณี

    ๓. การบังคับและหลอกลวงให้ขอทานหรือทำงานหนัก

    วันนี้เรามาเริ่มที่กรณีเด็กถูกล่อลวงไปขอทานหรือทำงานหนักเช่นการขายดอกไม้/พวงมาลัย ในกรุงเทพและตามหัวเมืองใหญ่ๆ เด็กขอทานส่วนมากเป็นชาวพม่าและกัมพูชาที่ตกเป็นเหยื่อของนายหน้าค้ามนุษย์ตามชายแดน เด็กๆจะต้องทำงานขอทานวันละ ๘ – ๑๒ ชม. เพื่อให้ได้เงินวันละ ๓๐๐ – ๑๐๐๐ บาทซึ่งนายหน้าจะเก็บไปทั้งหมดแล้วคืนให้เด็กเพียงวันละ ๑๐ - ๒๐ บาท ปัจจุบันการบังคับขอทานได้แปลงไปอยู่ในรูปแบบการบังคับทำงานหนักขายของต้นทุนต่ำมากขึ้นซึ่งยากแก่การจับกุม ในกรณีศึกษาซึ่งเป็นเด็กชายพม่าอายุ ๙ ขวบจากชายแดนที่แม่สอด จ.ตาก ครอบครัวฐานะยากจนมากจนตัดสินใจให้ลูกๆไปทำงานขายดอกไม้ในกรุงเทพตามคำชวนเชื่อของนายหน้าที่ว่าจะให้ลูกๆส่งเงินที่เหลือกลับมาจุนเจือครอบครัว แน่นอนครับว่าไม่มีเงินเหลือ และไม่นับการเดินเท้านับร้อยกิโลเมตรระหว่างทางจากแม่สอดถึงเมืองหลวง ในทุกๆวัน ระหว่างสองทุ่มถึงตีสองเด็กคนนี้ต้องออกขายดอกไม้ตามสถานบันเทิงมากกว่า ๑๐๐ ดอกเพื่อแลกกับมาม่าหนึ่งห่อและข้าวอีกหนึ่งมื้อ แต่ถ้าขายได้ไม่ตามเป้า เขาจะถูกตีด้วยสายไฟตามแขนขา และถูกบังคับอดอาหาร

    หยุดให้เงินเด็กขอทาน หยุดธุรกิจเด็กขอทาน: https://www.youtube.com/watch?v=zxEl-5qLSLQ

    หยุดทำบุญบนธุรกิจบาป เพราะยิ่งช่วยจะกลายเป็นยิ่งเพิ่ม และต่อไปนี้แทนที่จะให้เงินที่น้องๆไม่ได้ใช้เราสามารถช่วยพวกเขาให้เป็นอิสระจากวงจรอุบาทว์นี้ได้ที่

    มูลนิธิกระจกเงา ๐๒-๙๗๓๒๒๓๖-๗ หรือ ศูนย์ประชาบดี ๑๓๐๐

    เรียน ผู้บังเอิญทนอ่านจนจบ

    เรื่อง หยุดสร้างบุญบนธุรกิจบาป

          

    ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗

    Ref:

    http://www.notforsale.in.th/autopagev4/show_page.php?topic_id=1564&auto_id=7&TopicPk=

    http://www.notforsale.in.th/autopagev4/show_page.php?topic_id=1562&auto_id=7&TopicPk=

    http://en.wikipedia.org/wiki/2014_Chibok_kidnapping

     

  9. "The man who reads nothing at all is better educated than the man who reads nothing but newspapers."
    — 

    Thomas Jefferson

    3rd President of the United States

     
  10. There are two educations. One should teach us how to make a living, and the other how to live.

    John Adams
    2nd President of the United States

    ป้ามล ทิชา ณ นครเป็นคุณครูที่สอนวิชาชีวิตให้กับเด็กนักเรียนที่คุณครูทั่วไปอยากสอนน้อยที่สุด